สนใจชวนไปตกปลา...ในเขตมหาสารคามและยโสธร

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

ปลาบึก

ปลาบึก (อังกฤษ: Mekong Giant Catfish, ชื่อวิทยาศาสตร์: Pangasianodon gigas) เป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง ไม่มีเกล็ด อาศัยอยู่ในแม่น้ำโขงบริเวณประเทศลาว เป็นปลาที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เนื่องจากการจับปลามากเกินไป คุณภาพน้ำที่แย่ลงจากการพัฒนาและการสร้างเขื่อนบริเวณต้นน้ำ ปัจจุบัน IUCN จัดปลาบึกอยู่ในกลุ่ม Critically Endangered ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มาก
ปลาบึกถือเป็นปลาเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Pangasinodon[1] ลักษณะภายนอกที่สามารถแยกแยะปลาบึกออกจากปลาในสกุล Pangasius ซึ่งเป็นปลาในสกุลที่ใกล้เคียงที่สุด ได้แก่ลักษณะของฟันและหนวด ปลาบึกไม่ มีฟันและเกือบจะไม่มีหนวด โดยที่ปลาวัยอ่อนมีฟันและกินปลาอื่นเป็นอาหาร แต่เมื่อโตขึ้นฟันจะหลุดไป และตาซึ่งจะอยู่ต่ำกว่ามุมปากเมื่อมองจากด้านหน้าตรง ๆ จะไม่เห็น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการใช้หากินตามพื้นน้ำ อีกทั้งปลาบึกมีซี่กรองเหงือกเล็กกว่า และ ปลายถุงลมจะลงถึงบริเวณช่วงท้องไม่เกินครีบก้น อีกทั้งความกว้างของปากและส่วนหัวของปลาบึกก็มีมากกว่า
อาหารของปลาบึกใน ธรรมชาติคือพืชชนิดต่าง ๆ เช่น ตะไคร่น้ำ แต่เมื่อนำมาเลี้ยงก็สามารถรับอาหารชนิดอื่นได้ สามารถโตได้ถึง 3 เมตรและหนัก 150-200 กิโลกรัม ใน 5 ปี ปลาที่หนักที่สุดเท่าที่เคยจับได้เป็นตัวเมีย (บางรายงานระบุผิดว่าเป็นตัวผู้) ยาว 2.7 เมตร และหนัก 293 กิโลกรัม (646 ปอนด์) เจ้าหน้าที่กรมประมงสามารถรีดไข่ได้สำเร็จแต่ปลาตัวนี้ก็ตายก่อนที่จะปล่อย กลับธรรมชาติ
ในธรรมชาติยังไม่มีผู้พบปลาวัยอ่อน ปลาบึกเป็น ปลาที่อพยพว่ายน้ำจากแม่น้ำโขงในเขตประเทศจีน เพื่อที่จะไปผสมพันธุ์และวางไข่ที่ทะเลสาบเขมร โดยฤดูกาลที่ปลาอพยพมานั้น ที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จะถือว่าเป็นประเพณีจับปลาบึก โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม
ปลาบึกถือ เป็นอาหารที่ราคาสูงในประเทศลาว ในอดีตมีการประกอบพิธีกรรมร่วมกับการจับปลาชนิดนี้ ซึ่งมีการจับเพียงครั้งเดียวต่อปี และเนื้อปลาก็พบเห็นได้น้อยตามตลาด นอกจากเนื้อแล้ว ตับและไข่ปลาหมักเป็นอาหารรสชาติดี และนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามด้วย
ปลาบึกมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า "ไตรราช"
ปลาบึกที่ มีขายในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการผสมเทียม โดยกรมประมงสามารถผสมเทียมและได้ลูกออกมานำไปปล่อยไปในแหล่งน้ำหลายแห่งใน ประเทศ อาทิ เขื่อนบางลาง จังหวัดยะลา, บ่อน้ำภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เป็นต้น

ปลาแบส




Peacock Bass : Cichla
            ปลาในสกุล Cichla เป็นปลาหมอที่มีความใหญ่โตที่สุดในอเมริกาใต้ เนื่องจากแม่น้ำอเมซอนมีหลายหลายสาขาแบ่งย่อยออกไปทำให้ปลาในสกุลนี้มีความ หลากหลายตามไปด้วย ด้วยปากที่มีขนาดใหญ่ สายตาที่ดีเยี่ยม ลำตัวที่แข็งแกร่ง พละกำลังอันมหาศาล ทำให้พวกมันอยู่ในห่วงโซ่อาหารลำดับต้นๆของแม่น้ำนี้เลยก็ว่าได้
            ทำไมถึงเรียกว่า Peacock Bass?  เนื่องจากปลาตระกูลนี้มีลายที่หาง มีลักษณะและความสวยงามคล้ายลายบนขนของนกยูง (Peacock) จึงเรียกว่า Peacock Bass นั่นเอง



ซึ่ง ปลาสกุลนี้แบ่งออกเป็น 5 สายพันธุ์ ใช้โครงสร้าง และลวดลายเป็นหลักในการแบ่งสายพันธุ์  ได้แก่

                                  Cichla temensis  เทมเมนซิส
                                  Cichla orinocensis ออริโนเซ็นริส
                                  Cichla monoculus โมโนคิวเรส
                                  Cichla ocellaris  ออสซิราลิส
                                  Cichla intermedia อินเทอร์มีเดีย
ภาพ Cichla temensis
ภาพ Cichla orinocensis
 ภาพ Cichla monoculus
ภาพ Cichla ocellaris
ภาพ Cichla intermedia
เรามาเริ่มทำความรู้จักกับปลาสกุลนี้เลยครับ

เริ่มที่ตัวแรก Cichla temensis – Tucunare (ชื่อเรียกพื้นเมือง)  ตัวนี้เหมือนเป็นเครื่องหมายการค้าของปลาสกุลนี้เลย ก็ว่าได้เพราะว่ามีขนาดใหญ่ที่สุด แพร่กระจายอยู่ตามสาขาต่างๆทั่วทั้งอเมริกาใต้ สามมารถโตได้ 30 นิ้วขึ้นไป  ปลาในวัยเด็กจะ มีแถบดำขนานกับลำตัวของปลาตั้งแต่แก้มไปจนถึงหาง เมือโต ลายดังกล่าวจะหายไป  และปรากฏ มุกแวววาวขึ้นมาแทน ดังในภาพที่สองเป็นแบบ Paca หรือตามเป็นอีกแบบตามภาพที่สาม เรียกว่า Assu  ส่วนใหญ่เป็นปลานำเข้าจากต่างประเทศ ยังไม่มีการเพาะกันมากนัก เลยราคาแพง


ต่อกันด้วย ตัวที่ 2
Cichla orinocensis
(Taua or Borboleta )
ชนิดนี้จะพบทางตอนบนของแม่น้ำ Rio Negro และพบมากใน Rio Jau และ RioBranco ทางตอนเหนือของประเทศบราซิล ตลอดจนปากแม่น้ำ Rio Orinoco โตเต็มที่ประมาณ 30 นิ้ว  เมื่อโตเต็มวัยจะมีจุดมาร์ค หรือ ocelli 3 จุด ไม่มีจุดมาร์คที่แก้ม ดังภาพด้านล่าง

ตามมาด้วยตัวที่ สาม Cichla monoculus (Popoca หรือ Botao)
กระจายอยู่ทั่วทั้งอเมริกาใต้ โตได้ถึง 20 นิ้ว มีแถบที่หลังเพียงสั้นๆไม่พาดยาวเหมือนเทมเมนซิส มีแถบดำยาวใกล้ๆกับครีบอก ไม่มีจุดมาร์ค หรือ ocelli ตามลำตัวและแก้ม ดังภาพด้านล่าง
ตัวที่ สี่ Cichla ocellaris (Tacutu) หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า ออสสิราลิสๆ

ตัวนี้รู้จักกันดีในนาม butterfly peacock bass อยู่ทางตอนบนของRio Branco ประเทศบลาซิล ตลอดจนได้รับรายงานว่าพบที่ Florida, Hawaii, และ Puerto Rico  ไม่มีมาร์คที่แก้ม มีแถบดำพาดกลางลำตัว โตเต็มที่ประมาณ 25 นิ้ว
และตัวสุดท้าย Cichla intermedia  เจ้าตัวนี้พบเฉพาะ ทางออกแม่น้ำOrinoco เท่านั้น มีขนาดเล็กที่สุดในสกุลเพียง 18 นิ้ว เอกลักษณ์ คือ มีแถบดำ 8 แถบ ดังภาพด้านล่าง
ทั้งนี้ทั้งนั้น การจำแนกชนิดของปลาก็ยังสาขาจำแนกออกไปตามสถานที่พบได้อีก จะพบได้ว่าปลามีลวดลายที่หลากหลาย ทำให้เกิดการสับสน ปัจจุบันปลาชนิดนี้ได้ถูกมาปรับปรุงสายพันธุ์ให้มีความสวยงามมากยิ่งขึ้น กว่าเดิม จึงเกิดการข้ามสาย ดูยากยิ่งกว่าเดิมอีกครับ

ปลาที่เข้ามาส่วนมากจะเป็น เทมเมนซิส ออสซิราซิส และ โมโนคิวเรส สามารถเพาะได้ในประเทศไทยแล้วนะครับ ส่วนเจ้า ออริโน นี้ก็ราคาแพงมากครับ ไม่มีใครนำเข้า การเลี้ยง : ปลาสกุลนี้เป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ และมีกำลังมาก ตู้ที่ใช้เลี้ยงจึงควรมีขนาดใหณ่ตามขนาดของปลาและจำนวนปลาด้วย อาจจะเป็นตู้โล่งหรือประดับด้วยไม้น้ำ เพื่อ ลดความเครียดของปลา

อุณหภูมิ : เหมาะสมกับการเลี้ยงปลาเขตร้อนที่สุดก็ 28c ครับ เมื่อถึงฤดูหนาว ก็ควรใส่ฮีตเตอร์ ให้ปลาด้วย เพื่อสุขภาพที่ดีของปลา

อาหาร : ปลาสกุลนี้เป็นปลากินเนื้อครับ ลูกปลา กุ้งฝอย หนอนนก บางตัวอาจยอมรับอาหารเม็ด ของตาย สามารถให้ได้ครับ การให้อาหารควรให้แค่พออิ่ม เพราะเป็นปลาที่ตะกละมาก อาจส่งผลต่อสุขภาพของปลาได้ครับ
แท็งเมท : ควรเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่กว่าหน่อย อาจจะเป็นแคชฟิช จากแม่น้ำเดียวกัน และไม่กัดทำร้ายมันด้วยนะครับ

ปลาเค้า




ปลาเค้าขาว (อังกฤษ: Great white sheatfish) เป็นชื่อปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Wallago attu อยู่ในวงศ์ปลาเนื้ออ่อน (Siluridae) มีส่วนหัวและจงอยปากปากยื่นแหลม ปากกว้างมาก มุมปากอยู่เลยด้านหลังของลูกตา มีฟันแหลมเล็กบนขากรรไกร ตาเล็ก มีหนวดที่ริมฝีปากยาวถึงครีบก้น หัวและลำตัวตอนหน้าแบนข้างเล็กน้อย แต่ตอนท้ายแบนข้างมาก ส่วนหลังป่องออก ครีบหลังอันเล็กมีปลายแหลม ครีบหางเว้า ตื้น ครีบก้นยาว ครีบอกใหญ่ ตัวมีสีเงินวาวอมเขียวอ่อนที่ด้านหลัง ในปลาบางตัวมีแถบยาวสีคล้ำที่ด้านข้างลำตัว ด้านท้องสีจาง บางตัวอาจมีครีบสีคล้ำอมเหลืองอ่อน มีขนาดโดยเฉลี่ย 70 - 80 เซนติเมตร พบใหญ่สุดถึง 2 เมตร มักหากินในเวลากลางคืน อาหารได้แก่ ปลาและสัตว์น้ำขนาดเล็กกว่า เวลาล่าเหยื่อจะว่องไวและดุดันมาก ในบางครั้งที่ล่าเหยื่อบนผิวน้ำกระแทกตัวกับน้ำจนเกิดเสียงดัง

พบในแม่น้ำสายใหญ่ ตั้งแต่ประเทศอินเดีย, ปากีสถาน, บังกลาเทศ, แม่น้ำสาละวินถึงแม่น้ำโขง พบน้อยในภาคใต้และคาบสมุทรมลายู เป็นปลาที่นิยมบริโภคโดยปรุงสด รมควัน มีราคาค่อนข้างสูง นอกจากนี้แล้วยังนิยมตกเป็นเกมกีฬา และเลี้ยงเป็นปลาสวยงามได้ โดยมีชื่อเรียกในภาคอีสานว่า "เค้าคูน"
ชื่อไทย เค้าขาว
ชื่อสามัญ GREAT WHITE SHEATFISH
ชื่อวิทยาศาสตร์  Wallago attu
ถิ่นอาศัย พบอยู่ตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา บึงบอระเพ็ด แม่น้ำโขง
ลักษณะทั่วไป เป็นปลาใหญ่ ไม่มีเกล็ด อยู่ในวงศ์ปลาเนื้ออ่อน ส่วนหัวและจะงอยปากยื่นแหลม ปากกว้างมาก มีฟันแหลมคมอยู่บนขากรรไกรทั้งสองข้าง มุมปากยาวเกินหลังตา ตาเล็ก มีหนวดที่ริมฝีปากยาวถึงบริเวณครีบก้น หัวและลำตัวตอนหน้าแบนข้างเล็กน้อย แต่ตอนท้ายแบนข้างมาก ครีบหลังเล็กมีปลายแหลม ครีบก้นเป็นแผ่นยาว ครีบอกใหญ่ ครีบหางเว้าตื้น สีของลำตัวเป็นสีเงินวาวอมเขียวอ่อนที่ด้านหลัง ด้านข้างลำตัวในปลาบางตัวมีแถบสีคล้ำตามแนวยาว ท้องสีจาง ครีบต่าง ๆ สีเหลืองอ่อน เป็นปลาที่แข็งแรงบางคราวพุ่งตัวขึ้นเหนือน้ำและปล่อยตัวให้ตกลงมาทำให้เกิด เสียงดัง
การสืบพันธุ์ เพาะพันธุ์โดยการฉีดฮอร์โมนแล้วผสมเทียม โดยรีดไข่และน้ำเชื้อ ไข่จะฟักออกเป็นตัวประมาณ 23 ชั่วโมง
อาหารธรรมชาติ  กินปลาขนาดเล็ก เช่น ปลาสร้อย
การแพร่กระจาย -
สถานภาพ (ความสำคัญ)  เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ
ปลาเค้า   มักจะอยู่บริเวณที่มีน้ำไหลผ่าน  การดูหมายปลาเค้านั้น   ตามที่หนูได้เรียนรู้จากคุณพ่อ ของหนูเอง  ท่านบอกว่า  มันมักจะอยู่บริเวณที่มีน้ำไหลผ่าน  ไม่ค่อยแรงมาก ความเร็วของผิวน้ำต่อใต้น้ำเป็นอัตราส่วน 6ต่อ2 นั่นคือ  ข้างล่างจะไม่ไหลเร็วมากนัก     จะอยู่ตามแอ่งของมัน  หาง่ายมาก   ถ้าเกิดว่า มีที่ไหนที่เค้าเลี้ยงกระชังปลาเอาไว้   หมายตกเลยล่ะ  อย่างน้อยๆ ก็พอมีตัวให้เห็นได้บ้าง  มันมักอยู่ในที่ลึก  ในเวลาที่อากาศร้อนๆ ค่ะ  แล้ว มัก ขึ้นมาเล่นน้ำในช่วงที่อุณหภูมิลดต่ำลง 
เหยื่อที่ใช้  น้าๆใช้ได้หลายหลาก มากมายเลยทีเดียว    แต่ที่หนูใช้  และ ครอบคลุมมากที่สุด  ก็คงหนีไม่พ้น  ไส้ปลาทู  (ซึ่งทุกวันนี้ มันหายากจริงๆ )

การตก  วิธีการตก   อันนี้ตามแต่เทคนิคของแต่ล่ะบุคคลนะ   แต่ของคุณพ่อที่ใช้  เค้า มัก จะทำให้ปลา ระแวงตัวน้อยที่สุด  ซึ่ง วิธีการนั้น  ดั้งเดิมและ  ขออนุญาติ เก็บไว้นะ   เพราะว่าหนูเองก็รู้มาไม่มากหรอก

ปลาสลาด


ปลาสลาด ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Notopterus notopterus อยู่ในวงศ์ปลากราย (Notopteridae) มีปากกว้างไม่เกินลูกตาเหมือนปลาในวงศ์นี้ชนิดอื่น ๆ พื้นลำตัวมีสีเรียบ ยกเว้นปลาวัยอ่อนจะมีลายบั้งเหมือนปลากราย (Chitala ornata) วัยอ่อน จมูกมีสองคู่ คู่หน้ายื่นออกมาคล้ายหลอดหรือหนวด มีขนาดโตเต็มที่ประมาณ 20-30 เซนติเมตร จัดเป็นปลาที่เล็กที่สุดชนิดหนึ่งของวงศ์นี้ และเป็นเพียงชนิดเดียวที่อยู่ในสกุล Notopterus[1]

พบในแม่น้ำและแหล่งน้ำนิ่งทั่วประเทศไทย ในต่างประเทศพบได้ที่ภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียอาคเนย์ไปจนถึงเกาะสุมาตรา และชวาหรือบอร์เนียว เป็นปลาที่หาง่าย มักอยู่รวมเป็นฝูงใหญ่ อาหารได้แก่ ลูกกุ้ง ลูกปลา สัตว์น้ำขนาดเล็ก เป็นปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง และนิยมนำเนื้อไปทำทอดมันแทนเนื้อปลากรายซึ่งมีราคาแพงกว่าได้ นอกจากนี้ยังแปรรูปเป็นอาหารอื่น ๆ ได้อีก เช่น ลูกชิ้นสับนก หรือรมควัน เป็นต้น และยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามอีก โดยเฉพาะปลาที่กลายสีเป็นสีเผือก

ปลาสลาด ยังมีชื่อเรียกอย่างอื่นอีก เช่น "ตอง", "ฉลาด" หรือ "ตองนา" เป็นต้น
เป็นปลาน้ำจืดที่มีรูปร่างคล้ายปลา กรายแต่มีขนาดเล็กกว่า ไม่มีจุดสีดำที่ครีบก้น ลำตัวมีสีขาวปนเทา ครีบหลังและครีบอกมีขนาดใกล้เคียงกัน ครีบท้องมีขนาดเล็กมาก ครีบก้นและครีบหางเชื่อมติดกันเป็นแผ่นเดียว โดยทั่วไปมีขนาดความยาว 15 - 20 เซนติเมตร ขนาดใหญ่สุดเท่าเคยพบมีความยาวถึง 30 เซนติเมตร

พบในแม่น้ำคลองทั่วไปของทุกภาคของไทย อาหารได้แก่ ลูกปลา ลูกกุ้ง

ขี้อาย ตื่นตกใจง่าย ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็ก ๆ และหลบพักตามตอไม้หรือซอกหิน ไม่ชอบแสงสว่างมาก ออกหากินในเวลากลางคืน โดยชอบผุดขึ้นมาฮุบอากาศทำเสียงที่ผิวน้ำและม้วนตัวกลับให้เห็นด้านข้างขาว คล้ายสีเงิน
วิธีการตก ง่าย มากๆ    ผูกสายหน้าแบบธรรมดาทั่วไป   ได้ทั้งทุ่นลอยแล้วก็หน้าดิน   (ปกติหนูชอบหยอดเอาแบบใช้ทุ่นมากกว่า)

สายหน้ายาวนิดหน่อย   เกี่ยวอาหารที่ใช้ตก  น้าๆท่านไหนสะดวกอารายก็ตามสบายเลย  แต่ หนูมักจะใช้อยู่ สาม อย่างค่ะ 1 ไส้เดือน 2. หมูหมัก 3. ตั๊กแตน   
การหาหมายตก   หนูชอบที่จะตกตาม  กอผักบุ้ง  ผักกระเฉด  หรือ  บริเวณที่มีพืชน้ำปกคลุม อยู่   ความลึก  ระดับที่เจ้าพวกนี้อยู่ มักชอบอยู่ที่ระดับความลึกราวๆ   1.30-3.00 เมตร   จะเห็นฟองอากาศที่ใช้หายใจอยู่เป็นระยะๆ 

การตกนั้น  ถ้าเป็นคัน(มักใช้คันไม้ไผ่ ((สนุกมากๆ)) )   หนูมักจะชอบใช้ปลายคันแตะน้ำให้เป็นวง เบาๆ    สักเดี๋ยวก็มา  (เหมือนพระสังข์เรียกปลา ฮ่าๆๆๆๆ )

จากนั้น ก็วัดเอาเลยค่ะ  ช่วงที่ตกดีที่สุด  อยู่ ราวๆ 06.00-10.00  และช่วงเวลา 17.00-19.00  

ปลากา







ปลากาดำ เป็นชื่อของปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Labeo chrysophekadion อยู่ในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) วงศ์ย่อย Cyprininae มีรูปร่างป้อม แต่หลังป่องออก ครีบหลังสูง ไม่มีก้านครีบแข็ง มีหนวดค่อนข้างยาว 2 คู่และมีติ่งเล็ก ๆ เป็นชายครุยอยู่รอบบริเวณริมฝีปาก เกล็ดเล็กมีสีแดงแซมอยู่ในแต่ละเกล็ด ครีบหางเว้าลึก ลำตัวสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม อันเป็นที่มาของชื่อ ในปลาวัยอ่อนบริเวณโคนหางมีจุดดำเด่น เมื่อโตขึ้นมาจะจางหาย มีขนาดโตเต็มที่ประมาณ 90 เซนติเมตร[1]

มักหากินตามพื้นท้องน้ำ โดยการแทะเล็มตะไคร่หรือสาหร่าย พบในแม่น้ำขนาดใหญ่และแหล่งน้ำนิ่งต่าง ๆ ทั่วประเทศ ยกเว้นภาคใต้

บริโภคโดยการปรุงสด เช่น ลาบหรือน้ำยา เนื่องจากเป็นปลาขนาดใหญ่มีเนื้อมาก และยังทำเป็นปลาร้าได้อีกด้วย อีกทั้งยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม แต่มีนิสัยก้าวร้าวชอบระรานปลาตัวอื่นโดยเฉพาะจะใช้ปากไปดูดแทะเนื้อตัวปลา ตัวอื่น
ปลากาดำ ยังมีชื่อที่เรียกแตกต่างออกไปตามภาษาถิ่น เช่น "เพี้ย" ในภาษาเหนือ "อีตู๋" หรือ "อีก่ำ" ในภาษาอีสาน ปัจจุบันปลากาดำเป็นปลาที่สามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ง่ายในบ่อเลี้ยง
ปลากา(ปลาเพี้ย)  
Black Shark
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Morulius chrysophekadion
ลักษณะทั่วไป
     เป็นปลาน้ำจืดขนาดกลาง ลำตัวเรียวยาวด้านข้างแบน พื้นลำตัวสีม่วงดำหรือน้ำเงินดำ เกล็ดมีขนาดใหญ่คลุมตลอดลำตัวยกเว้นส่วนหัว หัวเรียวแหลม ปากยืดหดได้ ไม่มีฟัน ริมฝีปากบนและล่างเป็นหยัก มีติ่งเนื้อเป็นฝอยสั้น ๆ อยู่รวมกันเป็นกระจุก มีหนวด 2 คู่ ครีบหลังมีขนาดใหญ่และสูงมาก ครีบหู ครีบท้อง และครีบก้น เรียวยาวและมีขนาดไล่เลี่ยกัน ครีบหางยาวเป็นแฉกเว้าลึก ครีบทุกครีบมีสีดำ ตัวใหญ่สุดอาจยาวถึง 48 เซนติเมตร
     

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในประเทศไทย ตามแหล่งน้ำที่มีระดับน้ำตื้นๆ และมีพันธุ์ไม้น้ำ
     กินตะไคร่น้ำ พืชน้ำขนาดเล็ก แพลงก์ตอน ซากพืชและตัวอ่อนแมลงน้ำ
พันธุ์ปลาน้ำจืด   อีกชนิดนึง  ที่อยากจะทำความรู้จัก   เนื้อนั้นอร่อยดีแท้    (เอาไปลาบนะ  อิอิ )

ที่เคยตกได้ส่วนใหญ่  ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ    ปลาพวกนี้ อาศัยอยู่ไม่ไกลจากตลิ่งมากนักค่ะ   สังเกตบริเวณที่มีฟองน้ำผุด  เป็นฟองฝอยๆเล็กๆ  และเป็นช่วงชุด  แต่ล่ะ ช่วงๆ......มักอยู่ใกล้กับบริเวณที่มีพืชน้ำ ซากรากไม้ และกอหิน
ารตกนั้น  เน้น หน้าดินเป็นส่วนใหญ่  เหยื่อเป็นเหยื่อที่ค่อนข้างจะต้องให้ปลานั้นดูด เข้าไปได้  แร่ะมีส่วนผสมของพืช(เหมย)บ้างบางส่วน

น้าบางท่าน  นิยม เอาเม็ดโฟม มาเกี่ยวที่ตะขอ  เพื่อให้ปลานั้นสามารถดูดเข้าปากได้แล้ว เซ็ตฮุก ได้    อย่างไรก็ตามปลาชนิดนี้  ถือว่าเป็นปลาที่ตกได้หลากหลาย   ตามแต่น้าๆจะแนะนำ

ปลายี่สกไทย







ปลายี่สกไทย  
Seven-Stripped Carp
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Probarbus jullieni
ลักษณะทั่วไป
     ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งที่สวยที่สุดชนิดหนึ่ง ลำตัวสีทองสดใส มีแถบสีดำพาดตามยาว 7 แถบ ตาสีแดงสด เคยมีรายงานว่าปลาตัวที่ใหญ่ที่สุดมีลำตัวยาวถึง 1.35 เมตร และมีน้ำหนัก 40 กิโลกรัม ลักษณะเด่นเฉพาะของปลายี่สกได้แก่มีฟัน 4 ซี่เรียงกันเป็นแถวเดียวในคอหอย และริมฝีปากบนมีหนวดสั้นๆ 1 คู่
     
ถิ่นอาศัย, อาหาร
     ปลาชนิดนี้มีเขตแพร่กระจายที่ค่อนข้างจำกัดในบริเวณประเทศแถบอินโดจีน ไทย ลงไปถึงมลายู พบอาศัยอยู่ในแม่น้ำใหญ่ๆ ในไทยหลายสาย เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำแม่กลอง และแม่น้ำโขง
     อาหารส่วนใหญ่ของปลาชนิดนี้ได้แก่ พืชน้ำและสัตว์น้ำขนาดเล็กจำพวกลูกปลา ลูกกุ้ง และหอยน้ำจืด

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ในลำธารน้ำไหลเย็นในระดับความลึกตั้งแต่ 5 ถึง 10 เมตร
     พฤติกรรมการผสมพันธุ์เริ่มในราวเดือนตุลาคม เมื่อปลาที่โตเต็มวัยจะเริ่มว่ายทวนน้ำกลับไปสู่แหล่งวางไข่ทางเหนือน้ำซึ่ง มีลักษณะเป็นร่องน้ำลึกตามแก่งหินในลำธาร ที่มีพื้นท้องน้ำเป็นทรายหรือกรวดปลายี่สกมีเผ่าพันธุ์เชื้อสายเดียวกับปลาตะเพียน เช่นเดียวกับปลาตะโกก ปลากะโห้ ปลานวลจันทร์น้ำจืด และปลาสร้อย
    ในภาคกลางพบปลายี่สกอาศัยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำราชบุรี แม่น้ำป่าสัก แควน้อย แควใหญ่ ภาคเหนือพบมากที่แม่น้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบในแม่น้ำโขง ตั้งแต่จังหวัดเชียงราย จังหวัดอุบลราชธานี มีมากในจังหวัดหนองคาย และจังหวัดนครพนม
    เมื่อ 50 ปีก่อน ดร.สมิท ที่ปรึกษาราชการกรมรักษาสัตว์น้ำแห่งรัฐบาลสยาม รายงานว่าปลายี่สกเป็นปลาดีที่นิยมของชาวราชบุรีพอ ๆ กับปลาจาดหรือปลาเวียนอันมีชื่อเสียงของจังหวัดเพชรบุรี
    ในต่างประเทศ เคยพบในประเทศมาเลเซีย และคาดว่าคงจะพบในประเทศลาว เขมร และเวียดนามด้วย
    ตามธรรมชาติ ปลายี่สกกินพืชในน้ำเป็นอาหารหลัก และอาจกินสัตว์หน้าดิน ลูกกุ้ง ลูกปู และไรน้ำด้วย

    อุปนิสัย
    ปลายี่สกชอบอาศัยอยู่ในแม่น้ำสายใหญ่ ที่พื้นท้องน้ำมีลักษณะเป็นกรวดทราย ระดับน้ำลึก 5-10 เมตร น้ำเย็นในสะอาด จืดสนิทและเป็นบริเวณที่มีน้ำไหล วังน้ำกว้างและมีกระแสน้ำไหลวน ลูกปลาจะไปรวมกันอยู่เป็นฝูงตามบริเวณที่เป็นอ่าว และพื้นเป็นโคลนหนาประมาณ 10-20 เซนติเมตร
    พอถึงเดือนตุลาคม ปลาจะเริ่มว่ายทวนขึ้นไปเหนือน้ำเพื่อวางไข่และจะกลับถิ่นเดิมในเดือน พฤษภาคมหรือพอน้ำเริ่มมีระดับสูงขึ้น ปลายี่สกจะพากันไปอาศัยตามห้วยวังที่มีน้ำลึก กระแสน้ำไหลคดเคี้ยว พื้นดินเป็นดินทรายและกรวดหิน เป็นท้องทุ่ง (คุ้ง) หรือวังนัที่กว้างใหญ่ใกล้เขาสงบ น้ำใสสะอาด ลึกตั้งแต่ 5-10 เมตร หมุนเวียนอยู่อย่างนี้ตลอดมา

    ลักษณะรูปร่าง
    ปลายี่สกมีลักษณะเด่นคือ สีของลำตัวเป็นสีเหลืองนวล ลำตัวค่อนข้างกลมและยาว บริเวรด้านข้างมีแถบสีดำข้างละ 7 แถบ พาดไปตามความยาวของลำตัว ลายตามตัวเหล่านี้จะปรากฏในลูกปลาที่มีขนาด 3-50 นิ้ว บริเวณหัวมีสีเหลืองแกมเขียว ริมปากบนมีหนวดสั้น ๆ 1 คู่ มีฟันที่คอหอยเพียงแถวเดียว จำนวน 4 ซี่ เวลากินอาหารทำปากยืดหดได้ เยื่อม่านตามเป็นสีแดงเรื่อ ๆ ครีบหลัง ครีบหู ครีบท้อง ครีบก้น มีสีชมพูแทรกอยู่กับพื้นครีบ ซึ่งเป็นสีเทาอ่อน หางค่อนข้างใหญ่และเว้าลึก
    ปลายี่สกเป็นปลาขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งในจำนวนปลาน้ำจืดด้วยกันพบในจังหวัดกาญจบุรี ขนาดใหญ่ที่สุดยาว 1.35 เมตร น้ำหนัก 40 กิโลกรัม
      มาถึง วิธีการตก   
อันนี้  เป็น เหมือนการ ตกปลา หน้าดินทั่วไป  ตาม เขื่อน หรือ แหล่ง น้ำธรรมชาติ   โดย ปลา พวกนี้  มักจะอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง  หากเรียกฝูงได้  ก็สบาย
เหยื่อ ที่ใช้  ใช้แตกต่างกันไป    เน้นที่มีกลิ่น แร่ะออกรส เปรี้ยว เล็กน้อย  น้าบางท่านบอกว่า ใช้ส่วนผสมของเหยื่อที่มี ขนมปัง+แยมโรล  นั้น  ไม่ผิด แถมดีอีกด้วย

ปัจจุบัน  ยี่สกไทย หายากค่ะ  แล้วก็ไซต์ใหญ่ๆนั้น  ยิ่งหายากเข้าไปอีก